กบข. เปิดโอกาสสมาชิกออมเพิ่ม - ทยอยรับเงินคืน ล่าสุดอยู่วาระ 2 ของวุฒิสภาแล้ว

     นายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. เปิดเผยว่าปัจจุบันได้มีสมาชิก กบข. จำนวนมากสนใจสอบถามถึงโครงการที่ กบข. จะเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถออมเพิ่มมากกว่า 3% และทยอยขอรับเงินคืนเป็นงวดๆ เมื่อออกจากราชการนั้น ล่าสุดความคืบหน้าในขณะนี้ การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ กบข. ได้ผ่านการพิจารณาวาระแรกของวุฒิสภาแล้ว กำลังเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 และหากผ่านการพิจารณาครบทั้ง 3 วาระ คาดว่าภายในปีนี้จะสามารถให้บริการแก่สมาชิกได้พร้อมเพรียงกัน โดย กบข. จะได้ประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าให้กับสมาชิกต่อไป

     สำหรับสาระสำคัญในการแก้ไขพระราชบัญญัติ กบข. ในครั้งนี้ คือ ให้สมาชิกสามารถเลือกออมเพิ่มจากอัตราเดิม 3% เป็น 5% หรือ 10% หรือสูงสุดได้ถึง 15% ของอัตราเงินเดือนสมาชิก หรือจะออมในอัตราเดิม 3% ก็ได้ โดยสมาชิก สามารถเปลี่ยนแปลงอัตราการออมเพิ่มได้ตามระยะเวลาที่ กบข. กำหนด อย่างไรก็ตามในส่วนของเงินสมทบจากภาครัฐนั้นยังคงไว้ที่อัตรา 3% เช่นเดิม และนอกจากนี้แล้วยังเปิดโอกาสให้สมาชิก กบข. ที่สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อออกจากราชการ สามารถทยอยขอรับเงินคืนกับ กบข.เป็นงวดๆ โดยไม่ต้องรับทั้งหมดในคราวเดียว และสามารถฝากส่วนที่เหลือให้ กบข. บริหารจัดการต่อไป

เรื่องน่ารู้จาก กบข.

     บัตรสมาชิก กบข. แบบเดิมใช้ได้ถึงเมื่อไหร่

     เดือนที่ผ่านมา สมาชิก กบข. ทุกท่านจะได้รับใบแจ้งยอดเพื่อประกอบการยื่นเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว และในปีนี้ กบข. ได้ดำเนินการออกบัตรสมาชิกใหม่ให้กับสมาชิกทั่วประเทศ และจัดส่งไปพร้อมกับใบแจ้งยอดเงินประจำปี 2547 ทั้งนี้ การพัฒนาปรับปรุงรูปแบบบัตรสมาชิกใหม่นี้ เพื่อทดแทนบัตรกระดาษเดิม ซึ่งบัตรสมาชิกใหม่จะมีความคงทนและสะดวกต่อการพกพามากยิ่งขึ้น สมาชิก กบข. ทุกท่านสามารถใช้บริการและสิทธิประโยชน์จากบัตรดังกล่าวได้ทันที เพื่อรับส่วนลดและสิทธิพิเศษจากร้านค้าและสถานประกอบการต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการมากมายในโครงการหนึ่งบัตรประหยัดทั่วไทย สำหรับบัตรสมาชิกเก่านั้น ในระหว่างนี้ยังคงใช้ได้จนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม นี้เท่านั้น ส่วนสมาชิกที่ยังไม่ได้รับบัตรสมาชิกใหม่สามารถติดต่อขอรับที่หน่วยงานต้นสังกัดของท่าน เพื่อประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการสวัสดิการและใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ จาก กบข. โดยพร้อมเพรียงกัน

เก็บมาฝากสมาชิก กบข.

     จะเห็นคุณค่าการออมก็ตอนมีเงินใช้ในยามไม่มีเงิน

     ช่วงหลัง ๆ มักจะเล่าเรื่องความจำเป็นของการออมเงิน การวางแผนทางการเงิน เพื่อตัวเองให้มีความมั่นคงทางด้านการเงิน เพราะถ้าเราไม่ได้เกิดมามีเงินกองรอไว้ให้ใช้เป็นถุงเป็นถัง แต่เป็นแค่เพียงคนธรรมดาที่มีพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ส่งเสียให้เล่าเรียนสูง ๆ เพื่อหวังให้มีงานที่ดีทำ อนาคตจะได้ไม่ลำบากเหมือนเช่นรุ่นพ่อ แม่ และยังสามารถขยายขอบเขตไปดูแลท่านในยามแก่เฒ่าได้อีกด้วย ซึ่งเป็นเหมือนวัฏจักรของชีวิตปกติชน เราจึงจำเป็นต้องขยายกรอบความคิดเราให้ได้ว่า ท่ามกลางแต่ละช่วงเวลาของเรานั้นเราต้องไม่ประมาท เพราะความประมาทเป็นหนทางไปสู่ความหายนะได้ เราจึงต้องวางแผนในแต่ละช่วงชีวิตในทุกด้านไว้เสมอ

     ดังนั้น การคิด และ วางแผนการเงิน จึงเป็นเหมือนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางด้านการเงินของเราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเก็บออมเงินสำรองเอาไว้ หรือ การซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงก็ตาม ก็เพื่อให้เกิดความอุ่นใจว่า เมื่อถึงวัน หรือ เหตุการณ์หนึ่ง ๆ ขึ้นที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า เช่น ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่รุ่งโรจน์เช่นเคย ส่งผลให้บริษัท หรือองค์กรต้องปลด หรือลดจำนวนผู้บริหารและพนักงานออก และเราก็อยู่ในข่ายที่จะต้องถูก lay off หรือมีโครงการเสนอให้คน early retire ก็ตาม หรือกรณีรถเสีย ถูกขโมย หรือ เกิดการเจ็บป่วยขึ้นมากระทันหัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด เราจำเป็นต้องใช้เงินทั้งสิ้น เพื่อเยียวยา หรือ รักษาชีวิตให้ดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด

     หากเกิดกรณีใด ๆ ขึ้นก็ตามที่เป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ แต่เราได้วางแผนการเงินไว้ดีให้มีการเก็บออมเงินไว้ เราก็จะมีเงินสำรองเอามาใช้กอบกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ โดยเราคงต้องคิดต่ออีกว่า แล้วเงินที่เราควรเก็บออมไว้เพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ควรเป็นเท่าไหร่กัน ซึ่งแต่ละคน แต่ละคนครอบครัว ก็คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวได้ เพราะต่างคนก็ต่างความชอบ ต่างความจำเป็นกันไป

     หลักการง่าย ๆ สำหรับข้อคิดที่ว่า เราควรมีเงินสำรองเท่าไหร่นั้นไม่ยาก ลองตั้งต้นว่าในแต่ละเดือน เรามีรายจ่ายในครัวเรือนในเรื่องต่าง ๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าผ่อนบ้าน ค่าเล่าเรียน ค่าเสื้อผ้า ค่าน้ำ ค่าไฟ รวม ๆ แล้วเป็นเงินเท่าไหร่ แล้ว คูณ 3 เป็นอย่างน้อย ก็จะได้เป็นจำนวนเงินสำรองที่เราควรจะมีไว้ เพื่อให้เราใช้ได้อย่างไม่ขัดสนหรือต้องไปกู้หนี้ยืมสิน จนเป็นหนี้ซ้ำซากกันตลอดชีวิต โดยเงินสำรองจำนวนนี้จะต้องเอาไปออม หรือ ลงทุนในเครื่องมือการลงทุนที่สามารถไถ่ถอนเงินสดออกมาได้ง่าย ๆ ทันทีเมื่อเราต้องการใช้เงินจำนวนนั้นนั่นเอง

     เมื่อเราคิดวางแผนและลงมือทำจนทำให้เรามีเงินสำรองไว้เพียงพอแล้วเราคงต้องลองคิดไปถึงการทำประกันประเภทต่าง ๆ กันไว้ก็น่าจะดี ไม่ว่าจะเป็นการประกันการผ่อนชำระค่าบ้าน กรณีเราเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพ หรือการประกันภัย การประกันอุบัติเหตุ การประกันสุขภาพ สารพัดรูปแบบกรมธรรม์ที่ออกมาให้เราได้เลือกให้ตรงและโดนใจเราที่สุด ดังนั้นเราเองก็ต้องถามตัวเราเองให้ดีว่า เราจะซื้อกรมธรรม์เพื่อคุ้มครองความเสียหายอะไรที่อาจจะเกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือได้หรือไม่ เช่น ซื้อประกันอัคคีภัยบ้านของเรา หรือ ซื้อประกันอุบัติเหตุกรณีเราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ เป็นต้น

     เงินทั้งหมดที่จะออม และไปซื้อประกันต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเกิดขึ้นจากความตั้งใจของเรา การวางแผนคิดไปล่วงหน้าและการลงมือออมเงินรายได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าแผนหรือเงินทองที่ออมไว้ บางครั้งอาจจะไม่สามารถจะชดเชยความเสียหายจากอุบัติเหตุชีวิตที่เกิดขึ้นได้ก็ตาม แต่ว่าอย่างน้อยก็ช่วยบรรเทา ไม่ทำให้เราซวดเซไปมากนักเมื่อเกิดอะไรขึ้น ไม่เชื่อลองถามไถ่จากคนที่เคยมีประสบการณ์เรื่องการไม่มีเงินใช้ตอนไม่มีเงิน ดูว่าสาหัสขนาดไหน หากมีโอกาสได้ประสบกับเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นมาเมื่อไหร่ เราจะยิ่งเห็นคุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราอุตส่าห์เก็บออมไว้และได้นำออกมาช่วยชีวิตเราไว้ได้ในตอนนั้นหรือไม่ต่างอะไร

     กับคนที่เคยประสบอุบัติเหตุแบบไม่มีใครช่วย และในที่สุดมีอาสากู้ภัยยื่นมาเข้ามาช่วยให้เรารอดชีวิตไว้ได้ในที่สุด

     ฉันใดฉันนั้น

     คอลัมน์ เก็บมาฝากสมาชิก กบข. โดยอมฤดา สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์


หากท่านมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ :-
ศูนย์บริการข้อมูลสมาชิกโทร. 1179 กด 6 เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่โดยตรง
หรือ email: member@gpf.or.th
หรือฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์กบข. ตู้ปณ. 19 ปณฝ. กระทรวงการคลัง กรุงเทพฯ 10411